วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร



ลิขสิทธิ์ : สิทธิบัตร
ลิขสิทธิ์ คือ งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับวรรณกรรมและศิลปกรรมที่ผู้คิดขึ้นเป็นเจ้าของงานนั้นแต่เพียงผู้เดียว งานลิขสิทธิ์ที่เรามักจะพบเห็นกันอยู่เสมอ ได้แก่ งานเขียน งานพูด งานพิมพ์ต่าง ๆ หรืองานที่เกี่ยวกับรูป หรืองานที่เป็นลักษณะสามมิติ หรือการรวมเอาสิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วเข้าด้วยกัน รูปแบบของงานลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครอง ได้แก่
      1. งานวรรณกรรม ได้แก่ งานที่เกี่ยวกับงานเขียนหรืองานประพันธ์ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น หรือบทความ หรืองานเขียนอื่น ๆ รวมถึงงานการพูดด้วย ได้แก่คำกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น
     2. งานดนตรีกรรม คือ งานที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับเพลงทำนอง เนื้อร้องของเพลง โน้ตเพลง
     3. งานศิลปกรรม ปรากฏในรูปต่าง ๆ ดังนี้ งานจิตรกรรม ได้แก่ การวาดภาพ ภาพระบายสีต่าง ๆ ภาพเขียน ภาพวาด งานที่เกี่ยวกับการปั้น งานสถาปัตยกรรม แผนที่และวิธีการวาดแผนที่ งานการถ่ายภาพต่าง ๆ ได้แก่ การถ่ายภาพบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน งานโสตทัศนวัสดุ ได้แก่งานที่บันทึกภาพและบันทึกเสียง รวมถึงภาพยนตร์ด้วย นอกจากงานที่ถือเป็นงานลิขสิทธิ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บางประเทศก็ยังให้ความคุ้มครองแก่งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานศิลปประยุกต์ ได้แก่ การออกแบบเครื่องเพชร ตะเกียง กระดาษปิดฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ โดยถือเป็นงานที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย สิทธิของผู้สร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ การให้ความคุ้มครองแก่งานอันเป็นลิขสิทธิ์นั้นถือว่าผู้คิดขึ้นเป็นเจ้าของงานโดยธรรม ผู้คิดขึ้นจึงเป็นผู้มีสิทธิในผลงานของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำประโยชน์จากงานของตน แต่ในระยะต่อมาภาวะทางเศรษฐกิจในแง่ของการลงทุนเพื่อการค้าบุคคลอื่นอาจนำผลงานของผู้สร้างสรรค์ไปทำประโยชน์ได้เพื่อการค้าโดยผู้คิดงานขึ้นก็จะได้รับผลตอบแทน การได้สิทธิในงานลิขสิทธิ์ งานลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์งานขึ้น ผู้ที่คิดงานขึ้นจึงเป็นเจ้าของ สิทธิในงานที่ตนคิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันที ส่วนใหญ่แล้วงานอันเป็นลิขสิทธิ์จะไม่มีการจดทะเบียนเพื่อแสดงว่าเป็นเจ้าของเพราะสิ่งที่ผู้นั้นคิดขึ้นย่อมเป็นเจ้าของทันที ระยะเวลาการคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ โดยปกติแล้วระยะเวลาของการคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ จะกำหนดให้คุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์งาน และต่อไปอีก 50 ปี หลังจากผู้สร้างสรรค์นั้นได้ตายลง จากนั้นแล้วงานลิขสิทธิ์ก็จะตกเป็นของสาธารณชน แต่ก็มีงานลิขสิทธิ์บางประเภทที่มีระยะเวลาสั้นกว่าที่กล่าวมาแล้ว เช่น งานศิลปประยุกต์ จะมีอายุการคุ้มครองเพียง 25 ปี นับแต่มีการสร้างสรรค์งานหรือมีการโฆษณางานครั้งแรก เพราะงานศิลปประยุกต์มิใช่งานที่เป็นศิลปโดยแท้แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการค้า ความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตร แม้ว่าลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตรจะอยู่ในทรัพย์สินทางปัญญา แขนงเดียวกันก็ตามแต่คุณสมบัติพื้นฐานที่เป็นสาระสำคัญของทั้งสองอย่าง มีความแตกต่างกันหลายประการได้แก่ 1. สิ่งประดิษฐ์ที่อาจได้รับสิทธิบัตรจะต้องเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งยังไม่เคยมีการเปิดเผยที่ใดมาก่อน จะต้องเป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น อันหมายถึงการประดิษฐ์ที่บุคคลที่มีความชำนาญในสาขานั้น ๆ ในระดับธรรมดาไม่สามารถที่จะทำการประดิษฐ์เช่นนั้นได้โดยง่าย และการประดิษฐ์นั้นสามารถจะประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ คือ การประดิษฐ์นั้น ๆ สามารถที่จะผลิตเป็นอุตสาหกรรมจำนวนมาก ๆ ได้ โดยผลผลิตทุกชิ้นมีคุณภาพเท่ากันเช่นเดียวกับต้นแบบหรือเรียกว่าเป็นการผลิตแบบ MASS PRODUCTION (ดังในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 มาตรา 5) ส่วนลิขสิทธิ์ที่จะเป็นงานที่ได้รับ ความคุ้มครองนั้น จะต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์งานนั้นเป็นผู้ริเริ่มขึ้น หรือเป็นงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยได้มีการโฆษณางานนั้นแล้ว (มาตรา 6 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521) 2. สิทธิบัตรจะยังไม่ได้รับความคุ้มครองจนกว่าสิทธิบัตรนั้นจะได้มีการออกสิทธิบัตรแล้ว แต่ลิขสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติทันทีที่ผู้สร้างงานได้ทำงานนั้นขึ้น หรือได้มีการโฆษณางานนั้นแล้ว 3. ผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรแล้วมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ผลิตภัณฑ์ หรือใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร มีใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร และสิทธิของเจ้าของสิทธิบัตรมีขอบเขตตามที่ได้ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ ส่วนลิขสิทธิ์นั้นเจ้าของงานลิขสิทธิ์มีสิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลง การนำออกโฆษณางานของตน การให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ของตนแก่ผู้อื่น การอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนดังที่กล่าวมาแล้ว 4. สิทธิบัตรที่จะออกให้แก่ผู้ประดิษฐ์นั้น ก่อนจะออกให้จะต้องการตรวจสอบในรายละเอียดการประดิษฐ์นั้น ๆ ว่ามีคุณสมบัติที่อาจจะได้รับสิทธิบัตรหรือไม่ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 1 โดยหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้ออกสิทธิบัตรให้ซึ่งได้แก่สำนักงานสิทธิบัตรของประเทศนั้น ๆ จึงจะถือว่าสิทธิบัตรฉบับนั้นมีความสมบูรณ์ ส่วนงานลิขสิทธิ์นั้นผลงานสร้างสรรค์ขึ้นมาเจ้าของงานมีสิทธิโดยสมบูรณ์ทันทีโดยไม่ต้องมีการยื่นคำร้องหรือจดทะเบียนใด ๆ หรือเมื่อมีการโฆษณางานนั้นแล้วและการจะอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ของงานลิขสิทธิ์จะทำได้ ก็แต่โดยการนำความขึ้นสู่ศาลให้เป็นผู้พิจารณาตัดสิน

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
                อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อาชญากรคอมพิวเตอร์จะก่ออาชญากรรมหลายรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันทั่วโลก
จัดออกเป็น
9 ประเภท (ตามข้อมูลคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจร่างกฎหมายอาชญาญากรรมคอมพิวเตอร์)
    1.การขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงการขโมยประโยชน์ในการลักลอบใช้บริการ
    2.อาชญากรนำเอาระบบการสื่อสารมาปกปิดความผิดของตนเอง
    3.การละเมิดสิทธิ์ปลอมแปรงรูปแบบ เลียนแบบระบบซอพต์แวร์โดยมิชอบ
    4.ใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
    5.ใช้คอมพิวเตอร์ฟอกเงิน
    6.อันธพาลทางคอมพิวเตอร์ที่เช้าไปก่อกวน ทำลายระบบสาราณูปโภค เช่น ระบบจ่ายน้ำ จ่ายไป ระบบการจราจร
    7.หลอกลวงให้ร่วมค้าขายหรือลงทุนปลอม
    8.แทรกแซงข้อมูลแล้วนำข้อมูลนั้นมาเป็น)ระโยชน์ต่อตนโดยมิชอบ เช่น ลักรอบค้นหารหัสบัตรเครดิตคนอื่นมาใช้ ดักข้อมูลทางการค้าเพื่อเอาผลประโยชน์นั้นเป็นของตน
    9.ใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตัวเอง

"อาชญากรคอมพิวเตอร์"
เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่า  ห้องสมุดน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่มีข้อมูลมากมายมหาศาลที่สุด  แต่ในปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไป  อินเตอร์เน็ตเข้ามาแทนที่  เป็นแหล่งข้อมูลที่มหาศาลเพราะข้อมูลทั่วโลกถูกเก็บรวบรวมไว้ในอินเตอร์เน็ต  โดยจัดเก็บในรูปของเว็บไซต์  เครือข่ายอินเทอร์เน็ต การเปิดประตูบ้านออกสู่ถนนสาธารณะย่อมเสี่ยงต่อผู้แปลกปลอมที่จะลักลอบเข้ามาในระบบ ดังนั้น ระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญภายในเครือข่าย ถ้ามีการเปิดประตูให้บุคคลภายนอกเข้าได้ หรือเปิดช่องทางไว้ ย่อมเสี่ยงต่อการรักษาความปลอดภัย เช่น นำเครือข่ายขององค์กรเชื่อมกับอินเทอร์เน็ต หรือมีช่องทางให้ใช้ติดต่อผ่านทางโมเด็มได้ ถึงแม้ว่าบางระบบอาจจะวางมาตรการรักษาความปลอดภัยไว้อย่างดีแล้ว มีผู้ดูแลระบบที่เรียกว่า System Admin ระบบดังกล่าวก็ยังไม่วายที่จะมีผู้ก่อกวนที่เรียกว่า แฮกเกอร์ (Hacker)   แฮกเกอร์ คือ ผู้ที่พยายามหาวิธีการ หรือหาช่องโหว่ของระบบ เพื่อแอบลักลอบเข้าสู่ระบบ เพื่อล้วงความลับ หรือแอบดูข้อมูลข่าวสาร บางครั้งมีการทำลายข้อมูลข่าวสาร หรือทำความเสียหายให้กับองค์กร เช่น การลบรายชื่อลูกหนี้การค้า การลบรายชื่อผู้ใช้งานในระบบ   ยิ่งในปัจจุบันระบบเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก ปัญหาในเรื่องอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่องแฮกเกอร์ก็มีให้เห็นมากขึ้น ผู้ที่แอบลักลอบเข้าสู่ระบบจึงมาได้จากทั่วโลก และบางครั้งก็ยากที่จะดำเนินการใดๆได้

                เว็บไซต์เป็นแหล่งรวบรวมความรู้มีทั้งของรัฐ  บริษัท  หน่วยงานเอกชน  เว็บไซต์ส่วนบุคคล  ในแต่ละประเทศมีมากมายเป็นหมื่นๆ  เว็บไซต์  แล้วทั่วโลกจะมีกี่เว็บไซต์?  การค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์เหล่านี้  จะต้องเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต  ซึ่งตามบ้านเรือน  บริษัท  หน่วยงานต่างๆ  จะมีการจัดหาคอมพิวเตอร์ไว้บริการ  การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพื่อให้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการจากอินเตอร์เน็ตได้  เทคโนโลยีทุกอย่างนั้น  ให้ทั้งคุณและโทษสำหรับผู้ใช้ทั้งสิ้น  ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง  และจากมนุษย์ที่ใช้เทคโนโลยี
ปัจจัยอย่างหลังนี่เอง  ที่ก่อให้เกิดปัญหา"อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์" (Computer  Crime) อันเป็นปัญหาหลักที่นับว่ากำลังทวีความรุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ  ซึ่งแหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ  "อินเทอร์เน็ต"  ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากความต้องการเก็บข้อมูลต่างๆทั้งในวงการธุรกิจและแวดวงราชการไว้ในคอมพิวเตอร์  แล้วสามารถติดต่อเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้  จนกลายเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมาก  และเปิดโอกาสให้สมาชิกคนหนึ่งในเครือข่ายนั้น  นำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้น
อาชญากรคอมพิวเตอร์ คือผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญมีการจำแนกไว้ดังนี้
1.Novice เป็นพวกเด็กหัดใหม่(newbies)ที่เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์มาได้ไม่นาน หรืออาจหมายถึง
พวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2.Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย
มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
3.Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มี
ระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจ
ทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยี
กลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
4.Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่า
เป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
5. Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่ง
ผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของ
ตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
7.Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่
ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำ
ให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ

คำว่า"อาชญากรคอมพิวเตอร์"  นี้  คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจร่างกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ให้คำจำกัดความไว้ว่าคือ  การกระทำผิดทางกฎหมายโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ  ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับ  "การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล"  อาทิ  การนำเอาข้อมูลของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต  หรือขโมยเอา  Passwords  ของคนอื่นมาเพื่อใช้กระทำกิจกรรมอะไรต่างๆที่ไม่ดี

              พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว น่าจะเป็นความหวังของบรรดาเหยื่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ในการใช้เพื่อต่อสู้กับการถูกกระทำย่ำยี โดยโจรคอมพิวเตอร์ได้
๕ ฐานความผิดอาชญากรคอมพิวเตอร์
       ๑.แฮกเกอร์ (Hacker)
           มาตรา ๕ "ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดิอน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
           มาตรา ๖ & quot;ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
           มาตรา ๗ " ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
            มาตรา ๘ "ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิคส์เพื่อดักรับไว้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ"
            คำอธิบาย ในกลุ่มความผิดนี้ เป็นเรื่องของแฮกเกอร์ (Hacker) คือ การเจาะเข้าไปใน"ระบบ"คอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งระดับความร้ายแรงของโทษ ไล่ขึ้นไปจากการใช้ mail ของคนอื่น เข้าไปในระบบ หรือเผยแพร่ mail ของคนอื่น การเข้าไปใน "ข้อมูล" คอมพิวเตอร์ ของบุคคลอื่น จนกระทั่งการเข้าไปจารกรรมข้อมูลส่วนบุคคล โดยวิธีการทางอิเล็คทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการค้า (Corporate Eepionage)
๒.ทำลายซอฟท์แวร์
            มาตรา ๙ "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
            มาตรา ๑๐ "ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
            คำอธิบาย เป็นลักษณะความผิดเช่นเดียวกับ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ในประมวลกฎหมายอาญา แต่กฎหมายฉบับนี้หมายถึงซอฟท์แวร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์

๓ ปกปิด หรือปลอมชื่อส่ง Mail
             มาตรา ๑๑ "ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินไม่เกินหนึ่งแสนบาท"
              คำอธิบาย เป็นการส่งข้อมูล หรือ Mail โดยปกปิดหรือปลอมแปลงชื่อ รบกวนบุคคลอื่น เช่น จดหมายลูกโซ่ ข้อมูลขยะต่างๆ

๔.ผู้ค้าซอฟท์แวร์ สนับสนุนการทำผิด
             มาตรา ๑๓ "ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ - ๖ - ๗ - ๘ - ๙ - ๑๐ และ ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
           คำอธิบาย เป็นความผิดที่ลงโทษผู้ค้าซอฟท์แวร์ ที่นำไปใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดตาม มาตรา ๕ - ๑๑

๕.ตัดต่อ เผยแพร่ ภาพอนาจาร
            มาตรา ๑๖ "ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไป อาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฎเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ     ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด
            คำอธิบาย เป็นเรื่องของการตัดต่อ หรือตกแต่งภาพดารา ภาพบุคคลอื่นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในลักษณะอนาจาร และเผยแพร่ไปยังบุคคลที่สาม คำว่าประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายนั้น เพียงเห็นภาพก็น่าเชื่อแล้ว ไม่จำเป็นต้องยืนยันด้วยหลักฐาน หรือบุคคลโดยทั่วไปจะต้องเข้าใจในทันทีว่าบุคคลที่สามนั้นจะต้องได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน จากการเผยแพร่ภาพนั้น    สำหรับผู้ที่ได้รับภาพ ไม่มีความผิด ยกเว้นจะ Forward หรือเผยแพร่ต่อ ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้    ถึงแม้จะมีกฎหมายที่ตราขึ้นไว้เฉพาะความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม แต่ความผิดในลักษณะนี้ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ซึ่งสามารถรู้ตัวผู้กระทำความผิดได้ในฉับพลัน เช่นเดียวกับความผิดอาญาโดยทั่วไป นอกจาก "รอยเท้าอิเล็กทรอนิกส์" (electronic footprints) อันได้แก่ IP หรือร่องรอยที่ทิ้งไว้ในซอฟท์แวร์
          อาชญากรคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญ มีการจำแนกไว้ดังนี้
    1.Novice เป็นพวกเด็กหัดใหม่(newbies)ที่เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์มาได้ไม่นาน หรืออาจหมายถึงพวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    2.Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
    3.Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยีกลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
    4.Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
    5. Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
    6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
    7.Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ


พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 ประกาศใช้เมื่อ 18 กค 2550 (ฉบับย่อ)

         1. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป ... เจอ คุก 6 เดือน
         2. แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปโพนทะนาให้คน อื่นรู้ ... เจอคุกไม่เกินปี
         3. ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดี ๆ แล้วแอบไปล้วงของ เขา ... เจอคุกไม่เกิน 2 ปี
         4. เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเรา ทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา ... เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
        5. ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดี ๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะ งั้น ... เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
        6. ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำงานอยู่ดี ๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรือ (โอ๊ยเยอะ ) เข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ย ง ... เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
        7. เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลล์จากเราเล้ย เราก็ทำตัวเป็นอีแอบเซ้าซี้ ส่งให้เขาซ้ำ ๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ ... เจอปรับไม่ เกินหนึ่งแสนบาท
        8. ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. แล้วมันสร้างความพินาศใหญ่โตในระดับรากหญ้า งานนี้มีซวยแน่ เจอคุกสิบปีขึ้น
        9. ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใคร ๆ ทำเรื่องแย่ ๆ ในข้อข้างบน ๆ ได้ ... เจอคุกไม่เกินปีนึง เหมือนกัน
       10. โป๊ก็โดน, โกหกก็โดน, เบนโลก็โดน, ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน ... เจอคุกไม่ เกิน 5 ปี